เสพเสน่หา – ความรักสามารถเยียวยาได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะจิตใจ

เสพเสน่หา

(ชุด Home Sweet Home… หวานใจในเรือนรัก)

ผู้แต่ง อัญชรีย์

สำนักพิมพ์ แจ่มใส

จำนวนหน้า 513 หน้า

ราคา 359 บาท

คำโปรยหลังปก

เธอ… เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการบันเทิงที่ใครๆ ก็ต้องชื่นชมและอิจฉา

เคยเฉิดฉายในฐานะผู้ครองอันดับหนึ่งจากเวที ‘เดอะสเตจ ซีซั่นสอง’ รายการเรียลลิตี้โชว์ยอดนิยมทางโทรทัศน์ของค่ายยักษ์ใหญ่

แต่ ‘โมลี’ ในวันนี้กลับทำให้ทางค่ายที่ปลุกปั้นเธอมาแทบอกแตกตาย เพราะผิวพรรณที่ตอนนี้หมองคล้ำไร้การดูแล และทรวดทรงแสนเซ็กซี่ที่ถูกปล่อยปละละเลยจนพอกพูนไปด้วยชั้นไขมัน!

ไม่ไหวแล้ว… โมลีรู้สึกปั่นป่วนมัวเมาเหมือนจะเป็นบ้า! เธอรู้ตัวดีว่าสร้างปัญหาให้กับต้นสังกัดมากมายแค่ไหน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าแผนกระตุ้นพลังอยากสวยของเธอให้กลับคืนมา มันจะต้องถึงขั้นมาพักอาศัยร่วมกับ ‘รดิศ’ ผู้ชายอันตรายซึ่งเสน่ห์ของเขาก็ทำเอาเธอหน้ามืดใจสั่นไปหมด กลัวเหลือเกินว่าจะใจง่าย พลีกายให้เขาก่อนที่จะกลับมาสวย!

“ผมไม่เคยกังวลถ้าคุณคิดจะรัก หรือรู้สึกอะไรด้วยก็ตาม หากมันช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้ ก็เชิญรักผมเถอะโมลี…”

 รีวิว…เสพเสน่หา 

มาต่อกันที่ “เสพเสน่หา” นิยายลำดับที่สามของชุด “Home Sweet Home… หวานใจในเรือนรัก” หลังจากที่เราอ่านเล่มแรกของชุดจบไปแล้วอย่างเรื่อง “แสนรสรัก” ซึ่งเป็นเรื่องของแสนสรัลกับบุรัสกร แล้วต่อด้วย “ภักดิ์กามเทพ” เรื่องของธาวินกับศรีอาภา เล่มนี้เราจึงมาต่อกันที่เรื่องของ “โมลี” สาวสวยผู้ที่ชนะการประกวดการในรายการเดอะสเตจ ซึ่งเราได้มีโอกาสทำความรู้จักกันคร่าวๆ ไปแล้วในสองเล่มที่ผ่านมา ส่วนพระเอกในเรื่องนี้คือ “รดิศ” แค่ได้อ่านคำโปรยปกหลังก็รู้เลยว่าพระเอกของเราคนนี้ต้องฮอตมาก ที่สำคัญคือชอบอ่อย แล้วไม่ได้อ่อยธรรมดานะ แต่อ่อยเบอร์แรงมากๆๆๆ แค่มากคำเดียวมันไม่พอจริงๆ เล่มนี้เราจะได้พบกับตัวประกอบที่มีบทเด่นกว่าพระ-นางปรากฎตัวมาแล้วทุกเล่มในนิยายชุดนี้อย่าง “ณชา” และ “เพชรพริ้ง” อีกด้วย

หลังจากที่ “ป้ามยุรี” สมาชิกในครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของ “โมลี” ผู้ชนะสาวสวยจากการประกวดการค้นหานักแสดงหน้าใหม่ในรายการเดอะสเตจ ซีซั่นที่สอง ได้เสียชีวิตลง ชีวิตของโมลีก็พังทลายตามไปเช่นกัน โมลีไม่สามารถทำงานใดๆ ต่อไปได้และขอหยุดพักงานนานถึงสามเดือน ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนไม่เหลือเค้าคนสวยแกร่งคนเดิม จน “บุรัสกร” ผู้เป็นทั้งเจ้านายและเป็นผู้ปลุกปั้นผลักดันจนโมลีกลายเป็นคนมีชื่อเสียงทนไม่ไหว ประกอบกับที่มีภาพหลุดของโมลีในภาพลักษณ์ที่ไม่สวย สดใสเหมือนเดิม ทำให้ทาง “พิมวรีย์คลินิก” สปอนเซอร์ในด้านความสวยงามรายใหญ่ของรายการเดอะสเตจโดนโจมตี ทำให้ “นริศ” ผู้เป็นเจ้าของพิมวรีย์คลินิกต้องปรึกษากับทางบุรัสกรว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง ทั้งบุรัสกรและนริศสรุปตรงกันว่าควรจะส่งโมลีไป “ม่อนกะยอม” บ้านของ “รดิศ” พี่ชายของนริศผู้เป็นศิลปินทางด้านภาพพิมพ์เพื่อที่จะช่วยเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจ หลังจากโมลีได้มาอยู่ที่บ้านของรดิศน้ำหนักที่เคยเพิ่มมาถึงสิบห้ากิโลกรัมก็ค่อยๆ ลดลง รดิศคอยดูแลและยอมสอนศิลปะในแบบที่น้อยคนนักจะได้เรียน จากความใกล้ชิดรวมทั้งใจที่ตรงกัน ทำให้ความรักของทั้งสองคนก่อเกิดขึ้นภายในม่อนกะยอม ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังจะได้อีกฝ่ายมาเป็นสมาชิกครอบครัวคนใหม่ของกันและกัน

ถ้าหากว่า “ศรีอาภา” นางเอกจากเรื่อง “ภักดิ์กามเทพ” จัดอยู่ในคนประเภทที่ “อ่อนนอกแข็งใน” นางเอกในเรื่อง “เสพเสน่หา” อย่าง “โมลี เดอะสเตจ ซีซั่นสอง” ก็จัดว่าอยู่ในขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง จนอาจจะถึงขั้นที่เรียกได้ว่า “เปราะบาง” เลยทีเดียว เรื่องนี้จะออกแนวโรแมนติก-ดราม่ามากกว่าเล่มอื่นที่อยู่ในนิยายชุดเดียวกันก่อนหน้านี้ ตัวของโมลีจะเป็นเหมือนตัวแทนของคนที่ขาดความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัว และเข้าใจมาตลอดชีวิตว่าผู้เป็นป้าผู้ซึ่งเป็นคนในครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เกลียดตน จึงนำแรงเกลียดของป้ามาเป็นแรงผลักดันเพื่อที่จะเข้าประกวดในรายการเดอะสเตจ หล่อเลี้ยงชีวิตของตัวเองด้วยเรื่องโกหกและความเกลียดชัง แต่ถึงอย่างนั้นโมลีก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะเกลียดป้าของตัวเองขนาดนั้น มันเหมือนอารมณ์และสถานการณ์บังคับมากกว่า เพราะโดยพื้นฐานแล้วโมลีเป็นคนจิตใจดี สดใสเลยทำให้คนรอบตัวชอบได้โดยไม่ยาก แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูเหมือนเป็นคนกล้า แกร่ง มั่นใจในตัวเองแต่ตัวตนจริงๆ นั้นไม่ใช่เลย อย่างที่เขาเรียกกันว่า “แข็งนอกอ่อนใน” นั่นเอง

แม้ว่า “รดิศ” จะเสียแม่ไปตั้งแต่เขายังเด็ก แต่ทั้งพ่อและแม่เลี้ยงต่างก็ล้วนเลี้ยงเขามาอย่างดี อบรมสั่งสอน ให้ความรักแบบเกินพิกัด จนเราคิดว่าน่าจะอบอุ่นจนร้อนเลยล่ะ สนับสนุนงานทุกอย่างที่เขารัก ทั้งความรักความไว้ใจที่รดิศได้รับจากทุกคนในครอบครัว ส่งผลให้เขามีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตและมองโลกในแง่ดี ในยามที่เรารู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง แก้ปัญหาเรื่องใดไม่ตกเราคงต้องการใครสักคนมารับฟัง และเมื่อเรารับรู้ได้ว่ามีครอบครัวอยู่ข้างๆ จึงเป็นเหมือนขุมพลังที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่พร่องไป จากที่เราเคยมีสถานะเป็นคน “รับ” มาตลอด เราก็อยากจะเป็นคน “ให้” เพื่อที่จะได้แบ่งปันความสุข ความกล้าและคำแนะนำดีๆ อย่างที่เคยได้รับเช่นกัน

เรื่องนี้พิสูจน์ให้เราเห็นว่า “อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข” จริงๆ เพราะพระเอกของเราน่ะ ถ้าจะนับดูคร่าวๆ อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าเลขสี่แล้วล่ะ เล่นห่างกับนางเอกตั้งสิบสี่ปี แต่รดิศเขาไม่ได้มากแค่อายุนะ นอกจากความหื่นที่มีมากอย่างล้นทะลักแบบที่เราได้เห็นกันชัดๆ ไปแล้ว ประมาณครึ่งเล่มได้ ก็น่าจะเป็นความรักที่เขามีให้คนรักนี่แหละ ที่น่าจะมากเกินอายุไปหลายสิบเท่า ด้วยความที่รดิศหน้าตาดีเกินคนปกติทั่วไปบวกกับนิสัยใจคอที่มักจะพูดจาดีๆ ทำตัวดีๆ กับนางเอกเพียงแค่คนเดียว และที่สำคัญที่สุดคือเป็นคนดีมีความจริงใจ ซึ่งนางเอกของเราจากที่เคยชื่นชมผลงานเขาอยู่ห่างๆ จากคนที่ไม่เคยได้รับความรักแบบมากขนาดนี้จากที่ไหนมาก่อน ก็เกิดอาการหลงรักหัวปักหัวปำ เป็นเราเราก็คงหลงเหมือนกัน จะไม่ให้หลงได้ยังไงไหวในเมื่อพี่แกนึกจะอ่อยก็อ่อย นึกจะหยอดก็หยอด ไม่เกรงใจกันบ้างเลย แต่ที่แน่ๆ นางเอกของเราก็ไม่ธรรมดา มองหน้าพระเอกเขาแต่ละทีก็หวานหยดทีเดียว จากที่ดูๆ ไปแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า “พอกัน” ทั้งคู่

แม้ว่าทั้งพระ-นางจะมีพื้นฐานครอบครัวและนิสัยบางอย่างที่ต่างกันขนาดไหน แต่สิ่งที่เขามีเหมือนกันก็คือ “หลักการ 3 ห. หึง หวง และห่วง” ซึ่งเท่าที่ดูนี่ก็ตัดสินได้ยากจริงๆ ว่าใครมีมากกว่ากัน นอกจากนั้นต่างฝ่ายต่างก็เติมเต็มกันและกันได้อย่างพอดิบพอดีจริงๆ

รีวิวอื่นๆ ของหนังสือชุด…Home Sweet Home…คลิ๊ก