รื่นรักรมย์ลวง @หัวหิน – อิ่มใจ อิ่มในทุกอารมณ์

รื่นรักรมย์ลวง @หัวหิน

ผู้แต่ง กิ่งฉัตร

สำนักพิมพ์ ลูกองุ่น

พิมพ์ครั้งที่ 1 / มีนาคม 2560

จำนวนหน้า 438 หน้า

ราคา 350 บาท

คำโปรยปกหลัง

อธินาถ เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ สวมสูทสีหวาน เปิดสำนักงานที่แต่งอย่างดี น่าเข้าไปใช้บริการ อธินาถทำงานของตัวเองอย่างมีความสุข หล่อนยิ้มแย้มเบิกบานต้อนรับลูกค้าด้วยความอ่อนหวานเข้าอกเข้าใจ ทุกอย่างคงเป็นปกติถ้าลูกค้าที่มาขอความช่วยเหลือจากหล่อนจะไม่ใช่วิญญาณที่ยังติดค้างอะไรบางอย่างจากชีวิตเดิม

จิรัสย์ เป็นคนดวงแข็ง จิตแข็ง เขารู้ว่าโลกใบนี้มีภูติผีวิญญาณแต่เมื่อไม่เห็นกับตาสัมผัสไม่ได้ เขาก็ขอที่จะเลือกไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อเรื่องคนทรง ไม่เชื่อเรื่องผู้สื่อวิญญาณหรือผู้บำบัดวิญญาณอะไรทั้งนั้น เขาไม่เชื่อจนกระทั่งได้พบผู้หญิงธรรมดาที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อของเขาไปตลอดกาล

เรื่องย่อ

‘อธินาถ’ ได้รับการว่าจ้างจาก ‘ศีดา’หรือแคท ผู้บริหารสาวบริษัทนำเข้าน้ำมันหอม ให้ช่วยบำบัดวิญญาณของ ‘คุณทวดอำนวย’ ที่ออกอาละวาด โดยมี ‘จิรัสย์’ ญาติหนุ่มติดสอยห้อยตามมาด้วย ความที่จิรัสย์เป็นคนจิตแข็ง และไม่เชื่อในเรื่องของวิญญาณ ทำให้เค้ากลัวว่าญาติของตนจะโดนพวกคนทรงเจ้าเข้าผีหลอก ทั้งหมดจึงต้องเดินทางไปบ้านชลธี บ้านพักตากอากาศของตระกูลของศีดา ที่ซึ่งคุณทวดอำนวยสถิตอยู่ โดยอธินาถพยายามหาทางที่จะสื่อสารกับวิญญาณคุณทวดอำนวย ว่าอะไรที่ทำให้คุณทวดผู้แสนใจดีออกอาละวาด 

 รีวิว…รื่นรักรมย์ลวง @หัวหิน 

พออ่านจบแล้ว เห็นชื่อหนังสือ มองไปมองมา อยู่ๆก็เกิดความคิดอย่างหนึ่ง มันมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ในชื่อหนังสือเล่มนี้แน่ๆ จากชื่อ ‘รื่นรักรมย์ลวง @หัวหิน’ คำว่า ‘@หัวหิน’ ทุกคนที่ได้อ่านน่าจะเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า หัวหินเนี่ย ยังไงๆ ก็ต้องเป็นสถานที่หลักในเรื่องนี้แน่นอน และคุณ…คิดถูกค่ะ!! ส่วนคำว่า ‘รื่นรักรมย์ลวง’ เราถอดได้เป็น ‘รื่นรมย์’ และ ‘รักลวง’ อย่างที่เรารู้ๆกันว่าหัวหินอากาศดี อาหารอร่อย จึงน่าจะเป็นที่มาของคำว่า ‘รื่นรมย์’ ได้ ส่วน ‘รักลวง’ ตัวละครหลายตัวในเรื่องนี้มีปัญหาเรื่องความรัก ทั้งขาดและเกิน พยายามทำทุกอย่างไม่ว่าจะผิดหรือถูก เพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก และความรักประเภทนี้น่าจะจัดว่าเป็นรักหลอกๆ หรือรักลวง

ตัวละครในเรื่องมีความดีงามพระรามแปดเข้ากั๊นเข้ากันไปหมด แต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองสูงเลยแหละ ดูได้จากนางเอกของเรื่องอย่าง ‘อธินาถ’ คนอะไรมีอาชีพบำบัดวิญญาณ คือถ้าจะพูดกันให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็เหมือนให้คำปรึกษาและคอยช่วยวิญญาณที่ยังมีบ่วงหรืออะไรก็ตามที่ยังตัดไม่ขาดนั่นแหละ คนปกติอย่างเราๆใครเค้าจะไปประกอบอาชีพนี้กัน ไม่มีแน่นอน  ตอนแรกๆก็ทำเอาบุญ แต่พอมีวิญญาณมาให้ช่วยมากเข้า งานการก็เลยไม่ได้ทำ พอไม่ได้ทำงานแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงปากท้องตัวเอง เลยต้องเปิดเป็นออฟฟิศจริงๆขึ้นมาแล้วเก็บค่าบริการกับญาติของวิญญาณที่ต้องการปรึกษาซะเลย เอาจริงๆถ้าให้เรามานั่งนึกภาพของคนที่มีความสามารถแบบนี้ เราคงจะนึกถึงใครสักคนที่อายุเยอะๆ นุ่งขาวห่มขาว สวมสร้อยคอลูกประคำเส้นใหญ่ๆ ปากขมุบขมิบท่องอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลาซึ่งภาพทั้งหมดนั้นตรงข้ามกับนางเอกของเราโดย หากใครได้มีโอกาสดูภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันอย่าง The Conjuring นางเอกของเรื่องก็สามารถเห็นผีและติดต่อกับปีศาจได้ ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันของหญิงสาวทั้ง 2 คน คงจะเป็นการใช้ชีวิตที่แทบจะไม่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างเราๆนี่แหละ

ส่วนพระเอกจิตแข็งของเรา ‘จิรัสย์’ ทั้งที่ไม่เชื่อเรื่องผีเรื่องวิญญาณ อุตส่าห์ตั้งแง่กับเค้าตั้งแต่ต้นว่าเป็นพวกต้มตุ๋น แต่พอเห็นหน้านางเอกเค้าเข้าหน่อย กลายเป็นชอบเค้าซะงั้นเลยต้องทั้งคอยจับผิด และคอยดูอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แล้วพอพี่แกรู้ตัวว่ารักเค้าแล้วก็ไม่ปล่อยให้เราต้องลุ้นเลยว่าเค้าจะสมหวังมั้ยนะ เพราะ พี่เค้าเดินหน้าจีบไปเรื่อยๆ ใช้ความมั่นคง สม่ำเสมอ และด้วยความที่พี่เค้าไม่ใช่คนกวนๆหรือขี้เล่น เลยโดนรัศมีของพระรองและตัวร้ายกลบหมด แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นฝีมือการเล่นเทนนิสที่ไม่ได้เน้นกลวิธีก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้อย่าง

‘ศิวกร’ หรือนายเม้ง ที่สู้ไปหาวิธีการเล่นมาสารพัดก็ยังเอาชนะพี่พระเอกแกไม่ได้ ต้องบอกเลยว่า นายเม้งหรือจะเรียก ‘ไอ้เม้ง’ ตามนางเอกเค้าก็ได้ และนายเม้งคนนี้นี่แหละที่มีบทเด่นที่สุดในเรื่องนี้ พ่อยอดชายคนนี้น่าจะเป็นพระรองในไม่กี่คนที่พอเราอ่านแล้วก็มีความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียด เพราะ หมั่นไส้พี่แกเหลือเกิน พี่แกเยอะได้กับทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่ว่านี่คือทุกสิ่งจริงๆ และคำพูดแต่ละประโยคของเค้าก็น่าจดจำซะด้วย ตอนแรกนึกว่าจะมาเพื่อสร้างสีสรรค์ให้กับเรื่องนี้อย่างเดียว แต่พออ่านไปอ่านมาพี่แกได้ยกระดับขึ้นเป็นพระรอง ก็ยกให้เค้าไปเถอะตำแหน่งนี้ เพราะนายเม้งเค้าเด่นจริงๆ แย่งซีนพี่จิรัสย์เค้าได้สบายๆ เพียงแค่พูดไม่กี่ประโยค แต่มุมดีๆของนายเม้งเนี่ย เค้ามีเยอะอยู่นะ เค้าทำปากแข็ง จิกกัดไปงั้นเอง ถ้าจะพูดถึงในเรื่องของความเป็นเพื่อน เค้าเป็นคนสุดมาก ให้ได้เต็มที่ ทั้งเวลา ทั้งคำปรึกษาดีๆ ที่แม้จะเป็นคำพูดแบบจิกกัดไปนิดนึงก็ตาม และที่สำคัญเค้ามองคนออกแบบเด็ดขาดจริงๆรู้เลยใครดีใครไม่ดี อาจจะเพราะชีวิตของเค้าค่อนข้างผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก กว่าจะมีได้อย่างทุกวันนี้ และสิ่งที่น่าชื่นชมของพี่แกเนี่ยคือ ความมุ่งมั่น ดูอย่างการไปงัดสารพัดวิธีเพื่อจะได้เล่นเทนนิสชนะพระเอก แต่ก็ยังไม่ชนะเค้าสักที

ด้วยความที่เค้าเป็นคนมองคนออก และช่วยเหลือคนที่เค้าคิดเองว่าน่าช่วยเหลือ เราเลยมองว่าพี่แกก็มีมุมอ่อนโยนนะ อย่างตอน ‘บุศรินทร์’ หรือบุ้ง นางรองที่ตอนแรกเราไม่คิดว่านางจะเป็นนางรองได้เลยด้วยซ้ำ เพราะ คำพูดแต่ละคำที่พูดนี่น่าจับมานั่งอบรมจริงๆ ไม่น้อยหน้านายเม้งเค้าเลย แล้วชีวิตของนางก็แสนรันทด เพราะนางเป็นเด็กบ้านแตก อยู่กับแม่แม่ก็ไม่รัก เพราะ รักพี่ชายมากกว่า เลยต้องพยายามทำให้ทุกอย่างให้แม่ ทั้งหางานพิเศษทำ ทั้งปรนนิบัติทุกอย่าง หาข้าวหาปลา ช่วยเช็ดตัวตอนที่เมา คือต่อให้นางเหนื่อยขนาดไหนนางก็จะทำ แต่ก็ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีไปขายตัวอย่างที่แม่ต้องการ คือนับถือนางมากนะในจุดนี้ นางเป็นเด็กสู้ชีวิตจริงๆ พอนางได้เจอนายเม้งที่ตอนแรกก็เป็นคู่กัดกันนี่แหละ แต่พอนายเม้งเค้าใจดี คอยช่วยเหลือ รับ-ส่ง นางเลยหลงรักนายเม้งแบบถวายหัวเลย อาจจะเพราะ นายเม้งเค้าเป็นพ่อบุญทุ่ม ที่ไม่ได้ทุ่มเงิน แต่ทุ่มเวลา ให้ความรู้แบบให้สุดๆไม่มีกั๊ก จากที่คนที่ขาดความรักเลยรู้สึกเหมือนได้เติมเต็ม

และถ้าจะพูดถึงฟากฝั่งตัวร้ายนี่ บอกเลยว่าเดาได้ง่ายนะว่าใครเป็นตัวร้ายของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นร้ายแบบออกหน้าออกตาอย่าง ‘พลาธิป’ หรือบอส นายคนนี้ก็ได้รับความรักเกินลิมิตไปนิด โดยเฉพาะจากแม่ เพราะไม่ว่าเค้าจะทำผิดยังไงแม่ของเค้าก็ไม่เคยว่า แล้วพอวันนึงที่เค้าได้คบกับ ‘ศีดา’ เค้าก็มอบความรักที่มีทั้งหมดให้กับผู้หญิงที่เค้ารักทั้งหมด ไม่ว่าจะต้องค้ายา หรือทำผิดกฎหมายมาตราไหน เค้าก็พยายามทำทุกอย่าง จนสุดท้ายเพราะความไว้ใจในคนรัก ก็ต้องมาจบชีวิตเพราะคนที่เค้ารัก ไม่รู้ว่าเราควรจะรู้สึกยังไงกับเค้าดี คือถามว่าสงสารมั้ย ก็สงสารนะที่เค้าโดนคนที่เค้าไว้ใจฆ่าอย่างเลือดเย็น เพราะตัวเองหมดประโยนช์กับเค้าแล้ว แต่เรื่องที่เขาค้ายานี่ก็ไม่น่าให้อภัยจริงๆ

ส่วน ‘ศีดา’ หรือยัยแมวเหมียวใจร้าย ตามที่นายเม้งเค้าเรียก เพราะเค้าเคยเป็นคู่กัดกันมาก่อน โดนเค้าแกล้งสารพัดจนจำได้ไม่มีวันลืม และเค้าเชื่อว่าคนเราเปลี่ยนกันไม่ได้ คือเซ้นต์ของนายเม้งนี่เค้าน่าเชื่อถือจริงๆนะ ขนาดว่าไม่ได้เจอกันหลายปี เค้าก็ยังคงเชื่อว่านิสัยของแคทต้องไม่เปลี่ยนเพียงแค่ได้เจอหน้าแวบเดียวก็รู้เลย ตอนแรกนี่เราไม่ได้เอะใจเลยนะว่าแคทเค้าจะเป็นคนร้ายอีกคนในเรื่อง จนมาตอนที่นายบอสเค้าชอบมาค้างคอนโดของแคทที่หัวหินบ่อยๆนี่แหละ คือต่อให้เคยคบกันแต่เลิกกันไปแล้วเนี่ยก็ไม่น่าจะไปพักที่คอนโดเดียวกันห้องเดียวกัน เลยเดาได้เลยว่าต้องมีอะไรแน่ๆ แล้วก็เดาถูกด้วย คือจริงๆเรื่องของแคทนี่ผิดที่ไว้ใจเพื่อนมากเกินไป ให้เค้ายืมเงินแล้วซวยตรงที่เพื่อนก็ไม่ดีเงินมาใช้คืน เพราะกะจะมาหลอกขอเงินอยู่แล้ว แล้วมาซวยซ้อนเข้าไปอีกที่เพื่อนโดนญาติตัวเองเก็บเพราะไม่มีเงินไปจ่ายให้เจ้าหนี้ เลยต้องหาเงินมาโปะเงินของบริษัทที่ยักยอกไปให้เพื่อน เกือบจะปิดบังความผิดสำเร็จอยู่แล้วเชียว แต่เพราะ สิ่งที่ทำเป็นสิ่งไม่ดี เลยได้คุณทวดอำนวยนี่แหละมาช่วยไขความกระจ่างให้กับทีมนางเอกของเรา

ถ้าไม่มี ‘คุณทวดอำนวย’ เจ้าของบ้านชลธี ผู้แสนจะใจดี ออกมาปรากฎตัวแล้วล่ะก็ เชื่อเลยว่ายาเสพติดที่ขนเข้ามาจะต้องทำลายคนในประเทศนี้อีกมากแน่นอน ตอนแรกนึกว่าอาการที่คุณทวดออกมาอาละวาดนี่คือออกแนวละลานชาวบ้าน ทำร้ายคนที่ไปพักที่บ้านอะไรแบบนั้น จากตอนแรกที่ชอบมาปรากฎตัวยิ้มแย้ม ชวนนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา เข้ามาชมบ้านชลธี หรือแอบมาเล่นกับเด็กๆที่มาพักที่บ้าน แต่เหมือนว่าคุณทวดอำนวยจะแค่ปรากฎตัวออกมาให้คนที่พบได้กลัวเท่านั้น อาจจะเพราะพื้นฐานคุณทวดท่านเป็นคนจิตใจดี เลยแค่พยายามจะบอกอะไรบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้มีท่าทีคุกคามอย่างที่เราคิด ทำแค่พัดเศษทรายใส่นางเอก ตอนที่จะมาขอพูดคุยสื่อสารด้วย หรือจ้องมองด้วยความโกรธ ความน่ากลัวของคุณทวดเลยเหมือนจะไม่ค่อยสุดเท่าไหร่

ตั้งแต่ได้อ่านคำโปรยหลังปกก็รู้สึกเลยว่าจะต้องซื้อมาอ่านให้ได้ เพราะ นางเอกมีความสามารถพิเศษที่สื่อสารกับผีกับวิญญาณได้ เป็นแนวที่ตรงกับความชอบเลย มีกลิ่นอายความเป็น Romantic suspense แต่ไม่ถึงขั้นไปลงมือสืบหาหลักฐานอะไรจริงจัง เลยไม่ค่อยรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสืบสวนสอบสวนเท่าไหร่ คือโดยรวมชอบที่มันดูมีความลึกลับ แต่ก็เดาเรื่องได้ค่อนข้างง่ายไปหน่อย แต่ถึงจะเดาได้ง่ายขนาดไหน ก็วางหนังสือไม่ลงอยู่ดี

อ่านเรื่องนี้จบผลที่ได้คือความอิ่ม อิ่มใจ อิ่มในทุกอารมณ์ ที่มากที่สุดจะน่าอิ่มในความฮา ครบ จบในเรื่องเดียว!!