ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ ตอน ยับยั้งชั่งใจ – การเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ ตอน ยับยั้งชั่งใจ

ผู้แต่ง อลินา

สำนักพิมพ์ ลูกองุ่น

พิมพ์ครั้งที่ 1/ ตุลาคม 2558

จำนวนหน้า 184 หน้า

ราคา 150 บาท

คำโปรยปกหลัง

“บริษัทพี่อยู่ตึกตรงกันข้าม” นิทธันต์ชี้ไปยังตึกใหญ่โอ่อ่าฝั่งตรงกันข้าม

“ชื่อบริษัทจับฉ่าย” เด็กหญิงหัวเราะเสียงใส…จนน้ำกระเซ็นออกมาโดยรอบ

“มีจริงๆ หรือคะบริษัทชื่อนี้ ตลกจัง”

“มีสิ และถ้ามะเหมี่ยวมีปัญหานะ ไม่ว่าปัญหาอะไร ไปหาพี่ที่ตึกโน้นได้นะ… พี่ชื่อนิทธันต์ เรียกพี่ธันต์ก็ได้”

“อ๊ะ นี่ใกล้เวลาแม่จะขับรถออกจากตึกแล้ว เหมี่ยวไปก่อนนะคะ” เด็กหญิงยิ้มให้นิทธันต์ก่อนยิ้มเลยไปถึงอินทุภาแล้วรีบกระวีกระวาดออกไป

ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างเวทนา

จากด้านหน้าตรงถนน รถยนต์สีเงินคันใหญ่วิ่งออกมาจากทางออกที่จอดรถของอาคาร คนขับเป็นหญิงวัยประมาณสี่สิบต้นๆ ใบหน้าดำคล้ำท่าทางเหน็ดเหนื่อย มะเหมี่ยววิ่งไปขึ้นรถ เด็กหญิงนั่งลงที่นั่งด้านหน้าคู่กับมารดาแล้วเริ่มพูดแจ้วๆ

แต่มารดาของหล่อนกลับมองตรงไปยังถนนที่คับคั่งด้วยรถราตรงหน้าเหมือนไร้เรี่ยวแรง ไม่หันมองลูกสาวราวกับไม่ใส่ใจ และไม่มองบนพื้นถนนที่มีรอยน้ำหยดเป็นทางยาวตามจุดที่มะเหมี่ยวผ่านไป…

ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษแห่งประเทศไทย

แม้ปากจะประกาศว่าไม่อยากยุ่ง ไม่อยากข้องเกี่ยว แต่นิทธันต์ก็อดใจอ่อนผูกสัมพันธ์กับเด็กหญิงที่มานั่งรอมารดาที่ร้านกาแฟทุกวันไม่ได้ แถมงานนี้ปวีร์ลูกสาวเจ้าพ่อลุ่มน้ำแม่กลองยังเข้ามาขอความช่วยเหลือเพื่อแลกกับการเข้าเป็นสมาชิกคนใหม่ของชมรม

ไอ้ที่ว่าจะไม่เอี่ยวๆ ก็กลายเป็นกระโจนเข้าไปกลางวงเต็มตัว แถมงานนี้สารวัตรจักรผู้อยากผันตัวมาเป็นเขยของชมรมยังโดนดึงเข้ามาช่วยอีกแรง

มือปราบผีบอกกับมือปราบผีกระเจิงร่วมหัวจมท้ายกันขนาดนี้ แค่คดีเด็กหายมันจะยากสักแค่ไหนเชียว!

 รีวิว…ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ ตอน ยับยั้งชั่งใจ 

ในวันที่อากาศเริ่มเย็นลงช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ เชื่อว่าทุกคนจะต้องกำลังวางแผนการท่องเที่ยวสำหรับวันหยุดยาวที่จะมาถึงกันอย่างแน่นอน แต่… สำหรับใครที่ยังไม่ได้มีแผนจะทำอะไรในวันนี้หรือช่วงนี้แล้วล่ะก็ สามารถเข้ามาพูดคุยหรืออ่านรีวิวของเรากันได้เลยนะคะ และในวันที่อากาศเหมาะกับการนอนอยู่บ้านแบบนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะมาพูดคุยกันต่อกับหนังสือชุด “ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ” ซึ่งในวันนี้จะเป็นคิวของเล่มที่ 3 กันแล้วนะคะ (เล่มรองสุดท้ายแล้ว) มีชื่อตอนว่า “ยับยั้งชั่งใจ” เพราะฉะนั้นเราไปติดตามเรื่องราวของ “มือปราบผีบอก” กันต่อเลยดีกว่า…

“นิทธันต์” ไม่สามารถเมินเฉยเด็กหญิงที่นั่งอยู่คนเดียวในร้านกาแฟได้ เขาจึงเข้าไปทำความรู้จัก หลังจากได้พูดคุยกันเขาก็ได้รู้ว่าเด็กหญิงชื่อ “น้องมะเหมี่ยว” และที่มานั่งคนเดียวก็เพราะมารอกลับบ้านพร้อมคุณแม่ คุณแม่ของเด็กหญิงทำงานอยู่ในตึกฝั่งตรงข้ามกับบริษัทของ “ธีรัตม์” นี่เอง ใจจริงเขาก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวแต่เขาก็ทนปล่อยให้เด็กหญิงนั่งคนเดียวโดยที่ไม่มีใครสนใจไม่ได้ เพราะนอกจากเขา…ก็คงจะไม่มีใครมองเห็นหรือช่วยเหลือได้อีกแล้ว หลังจากวันนั้นหนึ่งสัปดาห์ “ปวีร์” ว่าที่สมาชิกใหม่ของ “ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษแห่งประเทศไทย” ก็มาขอเข้าพบเพื่อจะขอความช่วยเหลือเรื่องที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอหายตัวไปจากบ้าน และจะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตาม ลูกพี่ลูกน้องของเธอที่หายตัวไปก็คือ “น้องมะเหมี่ยว” คนเดียวกับที่เขาเข้าไปพูดคุยด้วยวันนั้นนั่นเอง

แม้ว่าจะมีการแจ้งความกับตำรวจเรื่องที่เด็กหายตัวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากตำรวจเท่าที่ควร เนื่องจากทางตำรวจเจ้าของคดีคิดว่าเด็กอาจจะตั้งใจหนีออกจากบ้าน และถ้าหากเงินที่นำติดตัวไปด้วยหมดลงเมื่อไหร่เด็กก็จะกลับบ้านเอง แต่ทางครอบครัวของเด็กไม่เชื่อเช่นนั้นและปวีร์ก็ยืนยันว่า มะเหมี่ยวนั้นเป็นเด็กดี ไม่ได้มีนิสัยทำนองนั้น จึงใช้เส้นสายของพ่อเพื่อช่วยให้คดีคืบหน้า ซึ่งก็ทำเพียงแค่เปลี่ยนตำรวจเจ้าของคดีให้เป็น “สารวัตรจักร” เท่านั้นเอง จากที่ตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่เรื่องก็มาหาจนได้ สงสัยว่างานนี้ “มือปราบผีบอก” จะต้องร่วมมือกับ “มือปราบผีกระเจิง” สืบหาความจริงของเรื่องนี้ (อีก) แล้ว…

สำหรับ “ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ” ในตอน “ยับยั้งชั่งใจ” นี้ เป็นตอนที่ทำให้เราได้เห็นว่า ในยุคที่คนในสังคมเมืองใช้ชีวิตกันแบบต่างคนต่างอยู่และมีการเข้ามาของเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านแต่ละหลังจึงห่างไกลจากคำว่า “รู้จัก” มากขึ้นไปอีก อาจจะเป็นเพราะภาระหน้าที่ของสมาชิกครอบครัวในบ้านแต่ละหลังนั้นมีความคล้ายคลึงกัน คือเช้าออกไปทำงาน พอตกเย็นกลับมาบ้านก็เหนื่อยเกินกว่าจะไปทักทายปราศรัยกับใคร นี่เรายังไม่ได้พูดถึงคนที่ต้องไปทำงานวันเสาร์นะ ว่าเขาจะเหลือเวลาในการพักผ่อนกันบ้างหรือเปล่า แล้วพอเหลือวันหยุดแค่สัปดาห์ละ 1-2 วัน การได้อยู่กับครอบครัวของตัวเองย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านที่ก็… ไม่ได้สนิทสนมกัน

นอกจากนั้นยังทำให้เรารู้ว่าเวลาที่คนเรารู้สึกโมโหหรือโกรธอะไรบางอย่างมากๆ แม้ว่าเรื่องที่เป็นต้นเหตุนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถระงับอารมณ์และความรู้สึกโกรธนั้นลงได้ คนคนนั้นก็อาจจะทำอะไรบางอย่างที่ร้ายแรงลงไปโดยไม่รู้ตัว และถ้าหากว่าการกระทำนั้นร้ายแรงจนถึงขั้นลงมือทำร้ายร่างกายของบุคคลอื่นล่ะ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร แม้ว่าวันนี้จะหาทางแก้ไขหรือหลบเลี่ยงการถูกลงโทษไปได้ แต่ไม่ว่ายังไงคนเราก็ไม่สามารถหลีกหนีผลจากการกระทำของตัวเองได้

อย่างตัวละครในตอนนี้ แม้ว่าตอนแรกจะทำตัวเหมือนกลบเกลื่อนเรื่องที่ตัวเองเคยกระทำผิดไว้ แต่ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาของนิทธันต์กับสารวัตรจักรไปได้ มีคนเคยบอกเราว่า เมื่อใดก็ตามที่คนเราเคยทำเรื่องอะไรไว้ แล้วต้องการจะปกปิดความผิดนั้น เขาจะพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนกับว่ามันไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก่อน และนั่นแหละที่จะทำให้เราเห็นพิรุธอะไรบางอย่างจากเขาล่ะ แล้วพระเอกของเราที่ทั้งฉลาด ช่างสังเกตุ แถมยังสามารถปะติดปะต่อเรื่องได้ไว แล้วยังมีสารวัตรจักรที่ลงว่าได้ทำคดีไหนก็กัดไม่ปล่อยแล้วล่ะก็ ไม่ต้องมีผีคอยช่วยบอกใบ้ให้แบบนี้ ก็บอกเลยว่า… รอดยาก!

หลังจากบทความที่แล้วเราได้แนะนำสมาชิกรุ่นใหญ่ของ “ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษแห่งประเทศไทย” กันไปแล้ว บทความนี้เราจะมาต่อกันที่รุ่นเล็กกันบ้างนะคะ

– เริ่มจากคนแรก “นิจฉรา” ลูกสาวของ “นิชฌาน” ความสามารถพิเศษที่เราก็แอบอยากจะมีบ้างเหมือนกัน นั่นก็คือ หญิงสาวสามารถจับได้ทันทีว่าใครพูดเรื่องจริงหรือใครพูดเรื่องโกหกและหากใครได้อยู่ใกล้ก็จะรู้สึกมีชีวิตชีวา

– คนต่อมาคือ “นัทชา” สาวลึกลับที่มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ก่อนที่ครอบครัวของนิทธันต์จะรับมาเลี้ยงนั้นไม่มีใครรู้ว่านัทชาเคยเจออะไรมาบ้างแต่คงจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกใครได้ ความสามารถพิเศษของนัทชาคือสามารถรู้ได้ว่าใครป่วยเพียงแค่ได้กลิ่นจากคนคนนั้น

– คนต่อมาคือ “อริสา” น้องสาวคนสุดท้องของครอบครัว ในตอนเด็กสามารถพูดคุยกับสัตว์ได้แต่พอโตขึ้นเหมือนว่าพวกสัตว์ทั้งหลายจะไม่ไว้ใจจึงไม่ยอมคุยด้วยและหากใครได้อยู่ใกล้จะรู้สึกมีความสุข

– สมาชิกคนสุดท้ายและคนล่าสุดของชมรมคือ “ชนาธิป” ชายหนุ่มผู้มีพลังจิตแรงกล้าและน่าจะยังมีความพิเศษที่เราก็ยังไม่แน่ใจ เพราะเจ้าตัวไม่เคยเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงและไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง

ความซับซ้อนและเข้มข้นของเนื้อเรื่องในตอนนี้ ยังคงมีการหลอกให้เราคิดว่าคนนั้นหรือคนนี้จะต้องเป็นคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัยอย่างแน่นอนหรือบางทีเราอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ และแม้ว่าเล่มนี้จะเป็นเล่มที่ 3 ของชุดแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเบื่อเลยตรงกันข้ามเราอยากจะให้หนังสือมีความหนากว่านี้อีกสัก 2 เท่าด้วยซ้ำไป!

รีวิวอื่นๆ ของหนังสือชุด…ชมรมคนมีสัมผัสพิเศษ…คลิ๊ก